เรียน GMAT




SmartMathsTutor กิ๊ก
          นักพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์, I.Q., วิทยากรอิสระ, ติวเตอร์ รับบรรยาย ฝึกอบรม, ติว, สอนคณิตศาสตร์ผ่านโจทย์เชาวน์คณิต (GMAT, GRE), โจทย์คิดเลขเร็ว, โจทย์ปัญหาเชาวน์, โจทย์พัฒนา I.Q.,  เกมปริศนา หรือ โจทย์พัฒนาศักยภาพบุคลากรระดับผู้บริหารในองค์กรทุกประเภท เพื่อพัฒนาวิธีเรียนรู้ และ วิธีคิดวิเคราะห์ ให้ผู้เรียนมีองค์ความรู้ของตนเอง, มีตรรกะเชิงจินตนาการในการคิด, มี mind map ในการจดจำ, คิดวิเคราะห์ได้อย่างเป็นระบบ, มีความคิดรวบยอดในการแก้ปัญหา, เข้าใจปัญหาได้ตรงประเด็น และ แก้ปัญหาอย่างมีจินตนาการสร้างสรรค์นอกกรอบ เพราะ "จินตนาการสำคัญกว่าความรู้" และ "ความคิดสร้างสรรค์ เป็นพรสวรรค์ที่พัฒนาได้"

สอนให้เก่ง   เน้นเข้าใจ   ไม่ใช่ท่องจำ   เพื่อทำข้อสอบได้ 
Smart                       Fast                     Correct
ชาญฉลาด - ตีโจทย์เป็นภาพ    เร็ว - ไม่เกิน  30 วินาที    ถูกต้อง - เข้าใจตรงกัน
ไม่รับจ้างทำข้อสอบใดๆทั้งสิ้น
ครูกิ๊ก (SmartMathsTutor)
          รับติว GMAT, GRE, SAT ข้อสอบภาษาอังกฤษตามวันเวลาที่ผู้เรียนสะดวก  โดยผู้เรียนต้องตั้งใจเรียนรู้ด้วยตัวเอง     ครูกิ๊กเป็นเพียงติวเตอร์ที่จะแนะแนววิธีการดีๆ (Smart, Fast, Correct ดูด้านล่าง) ที่ช่วยให้ผู้เรียนทำโจทย์ได้ถูกต้องและเร็วขึ้นเท่านั้น  จำนวนชั่วโมงติวจึงขึ้นอยู่กับพื้นฐานของผู้เรียน   
ทดลองเรียน 1 ข้อ  เพื่อพิสูจน์
            ผู้เรียนสามารถนำโจทย์ที่สงสัยมาสอบถามครูกิ๊ก  เพื่อดูว่าวิธีที่สอนนั้นดีหรือไม่อย่างไร   เพราะทราบดีว่าผู้เรียนต้องการผลสำเร็จ  จึงไม่อยากให้ผู้เรียนผิดหวัง  ลงทุนแล้วต้องสอบได้คะแนนสูงที่สุด
          ติดต่อครูกิ๊กทางมือถือ  082-558-1100  หรือไลน์ (Line ID : SmartMathsTutor)





ติวGMAT


Course ติวคณิตศาสตร์
สอนวิธีคิดวิเคราะห์ เลข GMAT, GRE, CU-BEST, O-Net, PAT1, Smart-I ฯลฯ
$- A. สอบเข้าปริญญาโท - เอก -$ 

A.1 ติว GMAT, GRE เพื่อศึกษาต่อต่างประเทศ
A.2 ติว CU-BEST, SMART-II, นิด้า เพื่อเรียนต่อปริญญาโท-เอก ในประเทศ
$- B. สอบเข้ามหาวิทยาลัย - ติวเข้าเตรียมอุดมฯ -$ 

B.1 ติว O-Net คณิตศาสตร์, PAT 1, ติวเข้มเลข SMART-I http://kiktewlek.blogspot.com/2016/12/smart-1.html
B.2 ติวเข้าโรงเรียนเตรียมอุดม, มหิดลวิทยานุสรณ์
$- C. คณิตศาสตร์ เพื่อพัฒนาบุคลากร-$ 
รวมผลงาน คำติ-ชม ==> คลิก

GMAT Verbal คะแนนจะสูงขึ้นได้เพราะอะไร, วิธีพัฒนาทักษะด้านภาษา, อ่านอะไร พัฒนาความถนัดด้านภาษา และ ช่วยคะแนน Verbal (GMAT, GRE) ให้สูงขึ้นสูงขึ้นได้เพราะอะไร, วิธีพัฒนาทักษะด้านภาษา, อ่านอะไร พัฒนาความถนัดด้านภาษา และ ช่วยคะแนน Verbal (GMAT, GRE) ให้สูงขึ้น


SmartMathsWriter – บทความน่าอ่าน
1.1
---------------------------------------------
GMAT, GRE
อ่านอะไร พัฒนาทักษะด้านภาษา
และ
ช่วยคะแนน GMAT 
Verbal ให้สูงขึ้น (
2.1.1)
          พี่ไม่ได้มีความรู้ด้านภาษาศาสตร์มาก  ไม่ได้เรียนจบด้านอักษรศาสตร์มา  แต่ความที่ตัวเองอยากเขียนบล็อกแชร์ความรู้และอยากเป็นนักเขียนนิยายด้วย  อาจารย์ที่รู้จักจึงแนะนำให้อ่านหนังสือนิยาย  เรื่องสั้นหลายเล่ม  เพื่อพัฒนาการเขียนของตัวเอง  เช่น  สี่แผ่นดิน,  ทวิภพ,   สามก๊ก,  นิทานเวตาล ฯลฯ  หรือแม้แต่นวนิยายแปลอย่าง Harry Potter   การอ่านนิยาย ทำให้พี่เข้าใจภาษาถูกหลักไวยากรณ์ไทย  เข้าใจคำ  การใช้คำ  การลำดับความ  การแต่งประโยค  วิธีสร้างประโยค  อีกทั้งยังเข้าใจแนวคิดในการเขียนถ่ายทอดข้อมูลในงานเขียนนิยาย  งานเขียนวิชาการและงานเขียนอื่นๆไปอีกด้วย

          ข้อดีของหนังสือนิยายต่างจากหนังสือประเภทอื่นๆ  เช่น  ข่าวหรือสารคดี  ตรงที่วิธีการเขียนเป็นการบรรยายหรือพรรณนาฉาก  ตัวละคร  บทสนทนา  เพื่อให้ผู้อ่านจินตนาการเห็นภาพ  ดังนั้นถ้อยคำที่ใช้จึงประณีต  และเน้นการสื่อความหมาย  ผู้อ่านจึงได้เรียนรู้ถ้อยคำสำนวนต่างๆได้ถูกต้องตรงความหมาย

ความถนัดด้านภาษา คือ อะไร
          ความถนัดด้านภาษาเป็นศิลปะในการใช้ถ้อยคำ  การพูด  การสื่อสาร  การอ่านเอาความเข้าใจตรงเจตนาตามวัตถุประสงค์ สามารถจับประเด็น  วิเคราะห์  และ  ตีความในสิ่งที่ผู้เขียนเขียนได้   เป็นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญมากเมื่อมีการทดสอบไอคิว   เพราะความถนัดด้านภาษาเป็นองค์ประกอบสำคัญของความฉลาดโดยรวม ซึ่งหลายอาชีพ  เช่น  นักภาษาศาสตร์  นักเขียน  จิตแพทย์  ทนายความ  สื่อมวลชน  ครูอาจารย์  และ  นักบริหาร ฯลฯ  จำเป็นต้องมีเชาวน์ด้านภาษาในการทำงานนั้นๆด้วย* 


จุดอ่อนของนักเรียนไทยใน GMAT Verbal
          นักเรียนนอกที่ใช้ชีวิตประจำวันคลุกคลีกับเจ้าของภาษาในสังคมคนมีความรู้  จะทำ GMAT Verbalได้คะแนนสูงกว่านักเรียนไทย  แม้ว่าบางคนนั้น  ทำคะแนน Sentence Correction (Grammar) ได้น้อยกว่านักเรียนไทย  แต่เปอร์เซ็นต์ไทล์  Verbal  เฉลี่ยยังสูงกว่านักเรียนไทยมาก เพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้น ???

          พี่ได้คุยกับผู้เรียนหลายคนที่จบจากเมืองนอก  ทุกคนมีความเห็นตรงกันว่า  “
GMAT Verbal”  ต้องเข้าใจความหมายอย่างที่เจ้าของภาษา (native speaker) เข้าใจ   โดยไม่แปลตามตัวอักษร  และ  ไม่คิดเดาความเอาเองว่า  ควรจะเป็นอย่างนั้น  น่าจะหมายความว่าอย่างนี้   เมื่อไม่ใส่ความเห็น (opinion) ของตนเองเข้าไป  เพราะอ่านเข้าใจเหมือนเจ้าของภาษา  จึงเข้าใจความ (ตรงเจตนา) ที่ผู้เขียนต้องการสื่อตามข้อมูลที่ให้มา  และ  สามารถตอบคำถามได้ถูกต้อง  แบบทดสอบนี้เป็นการวัดว่า น้องเป็นนักอ่าน  จับประเด็นตรงจุดประสงค์ของผู้เขียน  และ  คิดวิเคราะห์ในสิ่งที่อ่านได้หรือไม่

          ดังนั้นโจทย์  
GMAT Verbal  จึงเป็นโจทย์วัดความถนัดด้านภาษาในการอ่านเข้าใจความเหมือนเจ้าของภาษา (Native Speaker) เป็นกลาง  ตรงประเด็น  สามารถคิดวิเคราะห์ตีความตามข้อมูลเท่าที่ให้มา วิเคราะห์เนื้อหา  ความถูกต้องของข้อมูล  การใช้เหตุผลไปจนถึงวัตถุประสงค์ของผู้
พูด  อ่านแล้วคิดตามว่าผู้เขียนต้องการบอกอะไร  มีเหตุผลอย่างไร  เหตุผลที่อ้างเข้าท่า (มีเหตุผล) หรือไม่  สรุปแล้วเขาต้องการอะไร  ฯลฯ


          พี่มีความเห็น  3  ประเด็นหลัก  ว่าทำไมนักเรียนไทยได้คะแนน  GMAT  Verbal  น้อยมาก  จุดอ่อนอยู่ตรงไหน ???

          ประการแรก
 คือ เราไม่ได้เรียนรู้อย่างเจ้าของภาษา  ในการใช้ภาษา  คำ  และ  ไวยากรณ์  ฯลฯ  อาจต้องหาผู้รู้มาสอนวิธีเรียนรู้ฝึกฝนตนเอง  ทั้งคำศัพท์  ไวยากรณ์  การอ่านตีความ ฯลฯ   ซึ่งถ้าเรายังไม่คุ้นเคยเหมือนภาษาไทยที่เราเข้าใจ  เราก็ยังคงแปลไปตามตัวคำศัพท์และไวยากรณ์  ซึ่งทำให้จับประเด็นตามที่ผู้เขียนต้องการสื่อไม่ได้  และสุดท้ายก็ตอบโจทย์ข้อสอบผิดและช้า

          ประการที่สอง  คือ เราไม่ได้อ่านสื่อคุณภาพ  และ  คลุกคลีกับเจ้าของภาษา  หนังสือคุณภาพเหมือนเป็นแบบฝึกหัดลับสมองเพิ่มพูนความถนัดด้านภาษา  หนังสือดีๆหายากครับ  แต่เราสามารถจะรู้ว่าหนังสือเล่มไหนดีหรือไม่ดีอย่างไรได้จากบทความแนะนำหนังสือ  หรือ  คำแนะนำจากกุรู  ครู  อาจารย์  และ  รายชื่อหนังสือที่ติดอันดับตีพิมพ์หรือขายดี

          ประการสุดท้าย  คือ เราไม่ขยัน  ไม่ฝึกฝนการอ่านมากๆ  เป็นเรื่องความตั้งใจพยายามของแต่ละคน  ใจใครก็ใจคนนั้น  ไม่มีใครบังคับใครได้  แต่ถ้าน้องพยายามจนสำเร็จ  น้องก็จะรู้ว่า  ความพยายามอยู่ที่ไหน  ความสำเร็จอยู่ที่นั่น  เป็นคำพูดที่จริงเสมอ

ประโยชน์ของการอ่านนิยาย
          การอ่านนิยายนอกจากช่วยให้เข้าใจภาษาเหมือนเป็นเจ้าของภาษาแล้ว
ยังฝึกให้คิดตามสิ่งที่ได้อ่าน  มีความละเอียดในการอ่าน  ไม่คิดเอง  ไม่เข้าใจเอาเองในทุกเหตุการณ์  เพราะนิยายเป็นเรื่องแต่ง  ผู้เขียนเพียงเล่าให้คิดตาม 

          วิธีพัฒนาความถนัดด้านภาษาโดยการอ่านนิยายนั้น  ไม่ใช่อ่านเอาสนุกเพียงรู้เรื่องราวในวันเดียวจบ  หรือ  อ่านผ่านตาเพียงทราบข่าวบันเทิงในหน้าซุบซิบดารา  แต่ตั้งใจอ่านเพื่อพัฒนาวิธีใช้ภาษา  เรียนรู้ความหมายของคำเหมือนเป็นเจ้าของภาษา  ฝึกวิเคราะห์ไวยากรณ์  วิธีสร้างประโยค  วิธีเล่นคำหักมุมความหมาย  วิธีพลิกแพลงความหมาย  วิธีเปรียบเปรย  และ  วิธีสื่อความถ่ายทอดความคิดในรูปแบบต่างๆ ฯลฯ   อ่านช้าๆหน้าละ 2 – 3 นาที  สะสมประสบการณ์เพียงวันละบทของหนังสือนั้น  อ่านมากๆ  เรียนรู้สม่ำเสมอ  ฝึกฝนอย่างเจ้าของภาษา (Native Speaker) เท่านี้ก็สามารถพัฒนาความถนัดด้านภาษา  และ  ทำข้อสอบ GMAT Verbal
ได้คะแนนสูง (เปอร์เซ็นต์ไทล์  99)  ซึ่งทุกอย่างนี้ขึ้นอยู่ที่ตัวน้องเอง  อยู่ที่การฝึกฝนของตนเอง  และ เรียนรู้อย่างถูกวิธีครับ


ท้ายสุดนี้ ขอฝากตัวอย่างให้ลองอ่านดูนะครับ
          “สารโทลูอีนที่พบในโรงงานเป็นสารก่อมะเร็งหรือเปล่า......เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นหลัก.....สารโทลูอีนเป็นสารก่อมะเร็งในสัตว์ทดลองเท่านั้น  ยังไม่เคยพบว่ามันก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์”
          จากข้อความที่นำมานี้ น้องๆอ่านแล้ว สามารถเข้าใจจุดประสงค์ของผู้พูดหรือเปล่า 


ที่มา
: ข่าวเมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2555
ป.ล.
* : ข้อมูลเพิ่มเติม เรื่อง ความถนัดด้านภาษา จากหนังสือ  ฝึกสมองให้คิด พิชิตความสำเร็จ โดย  Joel Levy  สำนักพิมพ์  Se-Ed
สะสมประสบการณ์ การอ่านตั้งแต่วันนี้ 
เพื่อเป็นผู้มีศิลปะ  ในการใช้ภาษาอย่างเป็นเลิศ
ผู้เขียน : SmartMathsTutor (กิ๊ก)
(
Update 01/06/2555)
(Last Update 12/ส.ค./2557)
สี่แผ่นดิน นิยาย

นิทานเวตาล นิยาย

ทวิภพ นิยาย



ไม่ระบุชื่อ7/6/55 22:30
สวัสดีค่ะ พี่กิ๊ก ^^ นี่น้องจี๋นะเออ รู้สึกยินดีมากเลย ที่พี่กิ๊กให้มาเม้นงานเขียนของพี่^^



ยอมรับเลยว่าตอนแรกเปิดมาไม่คุ้นหัวข้อเลยค่ะ เรื่อง GMAT Verbal แต่พออ่านเนื้อหาแล้ว ร้อง อ๋อ ขึ้นมาเลย ^^ นับว่าเรื่องนี้มีประโยชน์มากเลยค่ะพี่กิ๊ก เพราะตอนนี้น้องจี๋เองเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว เรื่องการอ่านเพื่อจับใจความ ประเด็นหลักๆ ถูกนำมาขึ้นเป็นหัวข้อใหญ่ในการสอนของวิชาภาษาไทยเลยล่ะคะ เนื้อหาที่พี่เขียนนับว่ามีการเรียนเนื้อหาที่สมบูรณ์ดีแล้วมากๆเลยค่ะ



เห็นด้วยกับพี่กิ๊กมากๆเลยว่า เรื่องการอ่านนิยายมากๆ ช่วยให้จับประเด็นได้ นี่เรื่องจริงเลย เพราะบางทีการที่เราจะเข้าใจเรื่องราว เราก็ต้องเข้าใจศิลปะของผู้เขียนด้วย บางที เกริ่นประโยคมาเป็นเรื่องหนึ่ง แต่พออ่านทั้งหมดเราจะพบเลยว่า สรุปประเด็น แทบจะเป็นคนละเรื่องกับประโยคที่เกริ่นเลย



ขอพูดถึงสำนวนการเขียนอธิบายของพี่กิ๊กนะคะ สำนวนการอธิบายของพี่กิ๊ก ใช้ภาษาที่อ่านแล้วทำความเข้าใจได้ง่าย ไม่วกวน ตรงไปตรงมาดีค่ะ มีการแบ่งแยกประเด็น ทำให้ไม่สับสนกับหัวข้อ แล้วบทความนี้ยังมีประโยชน์เพราะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการทำงานตอนนี้ได้จริงๆ ชอบตรงที่พี่กิ๊กเน้น ใจความสำคัญมากๆค่ะที่บอกว่า


ทุกคนมีความเห็นตรงกันว่า “GMAT Verbal” ต้องเข้าใจความหมายอย่างที่เจ้าของภาษา (native speaker) เข้าใจ โดยไม่แปลตามตัวอักษร และ ไม่คิดเดาความเอาเองว่า ควรจะเป็นอย่างนั้น น่าจะหมายความว่าอย่างนี้



อันนี้เป็นเรื่องจริงมากๆค่ะ เพราะบางทีเราอ่านบทความบางบทความ เรามักจะตีความไปเองแล้วทั้งๆที่อาจจะยังอ่านไม่จบ ทำให้ผิดวัตถุประสงค์ของผู้เขียน ตรงนี้เป็นปัจจัยหลักที่ต้องระลึกเสมอเลยในเวลาอ่านงานเขียนแต่ละครั้ง


น้องจี๋คงไม่มีอะไรจะเม้นแล้ว เพราะพี่กิ๊ก ใช้ภาษา สำนวนได้สละสลวย เข้าใจดี เนื้อบทความยังมีประโยชน์อีก ข้อให้พี่กิ๊กประสบความสำเร็จในงานเขียน ตีพิมพ์ออกมาเป็นเล่มให้ได้นะคะ ^^



ขอบคุณน้องจี๋ นักเขียนนิยายชื่อดังบนเว็บเด็กดี จากใจครับ

จากการที่พี่ได้คุยกับน้อง
พี่ประหลาดใจมาก ที่น้องจี๋อายุแค่ ม.6 แต่สามารถแต่งนิยาย วิเคราะห์บทความ ข่าว และ คำโฆษณาได้อย่างมืออาชีพ
น้องจี๋อ่านแล้วรู้ว่า ผู้เขียนคนนั้น....ต้องการสื่ออะไร เขาเก่ง หรือ มีความสามารถในศาสตร์นั้นๆแค่ไหน จากการที่ได้อ่าน หรือ ฟัง บทความที่ผู้นั้นนำเสนอ

พี่ไม่สงสัยหรอกครับ สำหรับความพยายามของตัวน้องจี๋เอง ที่อยากเป็นเป็นนักเขียนและขยันอ่านตั้งแต่เด็ก ==> พี่เป็นกำลังใจให้น้องจี๋ จนได้รับรางวัลซีไรท์นะครับ
:)))))

ท้ายสุดนี้
- พี่ขอขอบคุณน้องจี๋อีกครั้ง ที่เป็นเหมือนไฟจุดประกายให้พี่สนใจที่จะเป็นนักเขียนเช่นกันครับ





SmartMathsWriter – บทความน่าอ่าน
1.1
---------------------------------------------
GMAT, GRE
อ่านอะไร พัฒนาทักษะด้านภาษา
และ
ช่วยคะแนน
Verbal ให้สูงขึ้น (
2.1.1)
          พี่ไม่ได้มีความรู้ด้านภาษาศาสตร์มาก  ไม่ได้เรียนจบด้านอักษรศาสตร์มา  แต่ความที่ตัวเองอยากเขียนบล็อกแชร์ความรู้และอยากเป็นนักเขียนนิยายด้วย  อาจารย์ที่รู้จักจึงแนะนำให้อ่านหนังสือนิยาย  เรื่องสั้นหลายเล่ม  เพื่อพัฒนาการเขียนของตัวเอง  เช่น  สี่แผ่นดิน,  ทวิภพ,   สามก๊ก,  นิทานเวตาล ฯลฯ  หรือแม้แต่นวนิยายแปลอย่าง Harry Potter   การอ่านนิยาย ทำให้พี่เข้าใจภาษาถูกหลักไวยากรณ์ไทย  เข้าใจคำ  การใช้คำ  การลำดับความ  การแต่งประโยค  วิธีสร้างประโยค  อีกทั้งยังเข้าใจแนวคิดในการเขียนถ่ายทอดข้อมูลในงานเขียนนิยาย  งานเขียนวิชาการและงานเขียนอื่นๆไปอีกด้วย

          ข้อดีของหนังสือนิยายต่างจากหนังสือประเภทอื่นๆ  เช่น  ข่าวหรือสารคดี  ตรงที่วิธีการเขียนเป็นการบรรยายหรือพรรณนาฉาก  ตัวละคร  บทสนทนา  เพื่อให้ผู้อ่านจินตนาการเห็นภาพ  ดังนั้นถ้อยคำที่ใช้จึงประณีต  และเน้นการสื่อความหมาย  ผู้อ่านจึงได้เรียนรู้ถ้อยคำสำนวนต่างๆได้ถูกต้องตรงความหมาย

ความถนัดด้านภาษา คือ อะไร
          ความถนัดด้านภาษาเป็นศิลปะในการใช้ถ้อยคำ  การพูด  การสื่อสาร  การอ่านเอาความเข้าใจตรงเจตนาตามวัตถุประสงค์ สามารถจับประเด็น  วิเคราะห์  และ  ตีความในสิ่งที่ผู้เขียนเขียนได้   เป็นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญมากเมื่อมีการทดสอบไอคิว   เพราะความถนัดด้านภาษาเป็นองค์ประกอบสำคัญของความฉลาดโดยรวม ซึ่งหลายอาชีพ  เช่น  นักภาษาศาสตร์  นักเขียน  จิตแพทย์  ทนายความ  สื่อมวลชน  ครูอาจารย์  และ  นักบริหาร ฯลฯ  จำเป็นต้องมีเชาวน์ด้านภาษาในการทำงานนั้นๆด้วย* 


จุดอ่อนของนักเรียนไทยใน GMAT Verbal
          นักเรียนนอกที่ใช้ชีวิตประจำวันคลุกคลีกับเจ้าของภาษาในสังคมคนมีความรู้  จะทำ GMAT Verbalได้คะแนนสูงกว่านักเรียนไทย  แม้ว่าบางคนนั้น  ทำคะแนน Sentence Correction (Grammar) ได้น้อยกว่านักเรียนไทย  แต่เปอร์เซ็นต์ไทล์  Verbal  เฉลี่ยยังสูงกว่านักเรียนไทยมาก เพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้น ???

          พี่ได้คุยกับผู้เรียนหลายคนที่จบจากเมืองนอก  ทุกคนมีความเห็นตรงกันว่า  “
GMAT Verbal”  ต้องเข้าใจความหมายอย่างที่เจ้าของภาษา (native speaker) เข้าใจ   โดยไม่แปลตามตัวอักษร  และ  ไม่คิดเดาความเอาเองว่า  ควรจะเป็นอย่างนั้น  น่าจะหมายความว่าอย่างนี้   เมื่อไม่ใส่ความเห็น (opinion) ของตนเองเข้าไป  เพราะอ่านเข้าใจเหมือนเจ้าของภาษา  จึงเข้าใจความ (ตรงเจตนา) ที่ผู้เขียนต้องการสื่อตามข้อมูลที่ให้มา  และ  สามารถตอบคำถามได้ถูกต้อง  แบบทดสอบนี้เป็นการวัดว่า น้องเป็นนักอ่าน  จับประเด็นตรงจุดประสงค์ของผู้เขียน  และ  คิดวิเคราะห์ในสิ่งที่อ่านได้หรือไม่

          ดังนั้นโจทย์  
GMAT Verbal  จึงเป็นโจทย์วัดความถนัดด้านภาษาในการอ่านเข้าใจความเหมือนเจ้าของภาษา (Native Speaker) เป็นกลาง  ตรงประเด็น  สามารถคิดวิเคราะห์ตีความตามข้อมูลเท่าที่ให้มา วิเคราะห์เนื้อหา  ความถูกต้องของข้อมูล  การใช้เหตุผลไปจนถึงวัตถุประสงค์ของผู้
พูด  อ่านแล้วคิดตามว่าผู้เขียนต้องการบอกอะไร  มีเหตุผลอย่างไร  เหตุผลที่อ้างเข้าท่า (มีเหตุผล) หรือไม่  สรุปแล้วเขาต้องการอะไร  ฯลฯ


          พี่มีความเห็น  3  ประเด็นหลัก  ว่าทำไมนักเรียนไทยได้คะแนน  GMAT  Verbal  น้อยมาก  จุดอ่อนอยู่ตรงไหน ???

          ประการแรก
 คือ เราไม่ได้เรียนรู้อย่างเจ้าของภาษา  ในการใช้ภาษา  คำ  และ  ไวยากรณ์  ฯลฯ  อาจต้องหาผู้รู้มาสอนวิธีเรียนรู้ฝึกฝนตนเอง  ทั้งคำศัพท์  ไวยากรณ์  การอ่านตีความ ฯลฯ   ซึ่งถ้าเรายังไม่คุ้นเคยเหมือนภาษาไทยที่เราเข้าใจ  เราก็ยังคงแปลไปตามตัวคำศัพท์และไวยากรณ์  ซึ่งทำให้จับประเด็นตามที่ผู้เขียนต้องการสื่อไม่ได้  และสุดท้ายก็ตอบโจทย์ข้อสอบผิดและช้า

          ประการที่สอง  คือ เราไม่ได้อ่านสื่อคุณภาพ  และ  คลุกคลีกับเจ้าของภาษา  หนังสือคุณภาพเหมือนเป็นแบบฝึกหัดลับสมองเพิ่มพูนความถนัดด้านภาษา  หนังสือดีๆหายากครับ  แต่เราสามารถจะรู้ว่าหนังสือเล่มไหนดีหรือไม่ดีอย่างไรได้จากบทความแนะนำหนังสือ  หรือ  คำแนะนำจากกุรู  ครู  อาจารย์  และ  รายชื่อหนังสือที่ติดอันดับตีพิมพ์หรือขายดี

          ประการสุดท้าย  คือ เราไม่ขยัน  ไม่ฝึกฝนการอ่านมากๆ  เป็นเรื่องความตั้งใจพยายามของแต่ละคน  ใจใครก็ใจคนนั้น  ไม่มีใครบังคับใครได้  แต่ถ้าน้องพยายามจนสำเร็จ  น้องก็จะรู้ว่า  ความพยายามอยู่ที่ไหน  ความสำเร็จอยู่ที่นั่น  เป็นคำพูดที่จริงเสมอ

ประโยชน์ของการอ่านนิยาย
          การอ่านนิยายนอกจากช่วยให้เข้าใจภาษาเหมือนเป็นเจ้าของภาษาแล้ว
ยังฝึกให้คิดตามสิ่งที่ได้อ่าน  มีความละเอียดในการอ่าน  ไม่คิดเอง  ไม่เข้าใจเอาเองในทุกเหตุการณ์  เพราะนิยายเป็นเรื่องแต่ง  ผู้เขียนเพียงเล่าให้คิดตาม 

          วิธีพัฒนาความถนัดด้านภาษาโดยการอ่านนิยายนั้น  ไม่ใช่อ่านเอาสนุกเพียงรู้เรื่องราวในวันเดียวจบ  หรือ  อ่านผ่านตาเพียงทราบข่าวบันเทิงในหน้าซุบซิบดารา  แต่ตั้งใจอ่านเพื่อพัฒนาวิธีใช้ภาษา  เรียนรู้ความหมายของคำเหมือนเป็นเจ้าของภาษา  ฝึกวิเคราะห์ไวยากรณ์  วิธีสร้างประโยค  วิธีเล่นคำหักมุมความหมาย  วิธีพลิกแพลงความหมาย  วิธีเปรียบเปรย  และ  วิธีสื่อความถ่ายทอดความคิดในรูปแบบต่างๆ ฯลฯ   อ่านช้าๆหน้าละ 2 – 3 นาที  สะสมประสบการณ์เพียงวันละบทของหนังสือนั้น  อ่านมากๆ  เรียนรู้สม่ำเสมอ  ฝึกฝนอย่างเจ้าของภาษา (Native Speaker) เท่านี้ก็สามารถพัฒนาความถนัดด้านภาษา  และ  ทำข้อสอบ GMAT Verbal
ได้คะแนนสูง (เปอร์เซ็นต์ไทล์  99)  ซึ่งทุกอย่างนี้ขึ้นอยู่ที่ตัวน้องเอง  อยู่ที่การฝึกฝนของตนเอง  และ เรียนรู้อย่างถูกวิธีครับ


ท้ายสุดนี้ ขอฝากตัวอย่างให้ลองอ่านดูนะครับ
          “สารโทลูอีนที่พบในโรงงานเป็นสารก่อมะเร็งหรือเปล่า......เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นหลัก.....สารโทลูอีนเป็นสารก่อมะเร็งในสัตว์ทดลองเท่านั้น  ยังไม่เคยพบว่ามันก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์”
          จากข้อความที่นำมานี้ น้องๆอ่านแล้ว สามารถเข้าใจจุดประสงค์ของผู้พูดหรือเปล่า 


ที่มา
: ข่าวเมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2555
ป.ล.
* : ข้อมูลเพิ่มเติม เรื่อง ความถนัดด้านภาษา จากหนังสือ  ฝึกสมองให้คิด พิชิตความสำเร็จ โดย  Joel Levy  สำนักพิมพ์  Se-Ed
สะสมประสบการณ์ การอ่านตั้งแต่วันนี้ 
เพื่อเป็นผู้มีศิลปะ  ในการใช้ภาษาอย่างเป็นเลิศ
ผู้เขียน : SmartMathsTutor (กิ๊ก)
(
Update 01/06/2555)
(Last Update 12/ส.ค./2557)
สี่แผ่นดิน นิยาย

นิทานเวตาล นิยาย

ทวิภพ นิยาย




ไม่ระบุชื่อ7/6/55 22:30
สวัสดีค่ะ พี่กิ๊ก ^^ นี่น้องจี๋นะเออ รู้สึกยินดีมากเลย ที่พี่กิ๊กให้มาเม้นงานเขียนของพี่^^



ยอมรับเลยว่าตอนแรกเปิดมาไม่คุ้นหัวข้อเลยค่ะ เรื่อง GMAT Verbal แต่พออ่านเนื้อหาแล้ว ร้อง อ๋อ ขึ้นมาเลย ^^ นับว่าเรื่องนี้มีประโยชน์มากเลยค่ะพี่กิ๊ก เพราะตอนนี้น้องจี๋เองเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว เรื่องการอ่านเพื่อจับใจความ ประเด็นหลักๆ ถูกนำมาขึ้นเป็นหัวข้อใหญ่ในการสอนของวิชาภาษาไทยเลยล่ะคะ เนื้อหาที่พี่เขียนนับว่ามีการเรียนเนื้อหาที่สมบูรณ์ดีแล้วมากๆเลยค่ะ



เห็นด้วยกับพี่กิ๊กมากๆเลยว่า เรื่องการอ่านนิยายมากๆ ช่วยให้จับประเด็นได้ นี่เรื่องจริงเลย เพราะบางทีการที่เราจะเข้าใจเรื่องราว เราก็ต้องเข้าใจศิลปะของผู้เขียนด้วย บางที เกริ่นประโยคมาเป็นเรื่องหนึ่ง แต่พออ่านทั้งหมดเราจะพบเลยว่า สรุปประเด็น แทบจะเป็นคนละเรื่องกับประโยคที่เกริ่นเลย



ขอพูดถึงสำนวนการเขียนอธิบายของพี่กิ๊กนะคะ สำนวนการอธิบายของพี่กิ๊ก ใช้ภาษาที่อ่านแล้วทำความเข้าใจได้ง่าย ไม่วกวน ตรงไปตรงมาดีค่ะ มีการแบ่งแยกประเด็น ทำให้ไม่สับสนกับหัวข้อ แล้วบทความนี้ยังมีประโยชน์เพราะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการทำงานตอนนี้ได้จริงๆ ชอบตรงที่พี่กิ๊กเน้น ใจความสำคัญมากๆค่ะที่บอกว่า


ทุกคนมีความเห็นตรงกันว่า “GMAT Verbal” ต้องเข้าใจความหมายอย่างที่เจ้าของภาษา (native speaker) เข้าใจ โดยไม่แปลตามตัวอักษร และ ไม่คิดเดาความเอาเองว่า ควรจะเป็นอย่างนั้น น่าจะหมายความว่าอย่างนี้



อันนี้เป็นเรื่องจริงมากๆค่ะ เพราะบางทีเราอ่านบทความบางบทความ เรามักจะตีความไปเองแล้วทั้งๆที่อาจจะยังอ่านไม่จบ ทำให้ผิดวัตถุประสงค์ของผู้เขียน ตรงนี้เป็นปัจจัยหลักที่ต้องระลึกเสมอเลยในเวลาอ่านงานเขียนแต่ละครั้ง


น้องจี๋คงไม่มีอะไรจะเม้นแล้ว เพราะพี่กิ๊ก ใช้ภาษา สำนวนได้สละสลวย เข้าใจดี เนื้อบทความยังมีประโยชน์อีก ข้อให้พี่กิ๊กประสบความสำเร็จในงานเขียน ตีพิมพ์ออกมาเป็นเล่มให้ได้นะคะ ^^



ขอบคุณน้องจี๋ นักเขียนนิยายชื่อดังบนเว็บเด็กดี จากใจครับ

จากการที่พี่ได้คุยกับน้อง
พี่ประหลาดใจมาก ที่น้องจี๋อายุแค่ ม.6 แต่สามารถแต่งนิยาย วิเคราะห์บทความ ข่าว และ คำโฆษณาได้อย่างมืออาชีพ
น้องจี๋อ่านแล้วรู้ว่า ผู้เขียนคนนั้น....ต้องการสื่ออะไร เขาเก่ง หรือ มีความสามารถในศาสตร์นั้นๆแค่ไหน จากการที่ได้อ่าน หรือ ฟัง บทความที่ผู้นั้นนำเสนอ

พี่ไม่สงสัยหรอกครับ สำหรับความพยายามของตัวน้องจี๋เอง ที่อยากเป็นเป็นนักเขียนและขยันอ่านตั้งแต่เด็ก ==> พี่เป็นกำลังใจให้น้องจี๋ จนได้รับรางวัลซีไรท์นะครับ
:)))))

ท้ายสุดนี้
- พี่ขอขอบคุณน้องจี๋อีกครั้ง ที่เป็นเหมือนไฟจุดประกายให้พี่สนใจที่จะเป็นนักเขียนเช่นกันครับ

No comments:

Post a Comment